}shortfic{: Poppy love.. limited{zn} 2/2 end

posted on 28 Jan 2012 00:42 by imm-ature

…‘Part of Piece Barz’…

 

          “ยัยหนู เสิร์ฟโต๊ะเก้าที” บาร์เทนเดอร์วางเบียร์สามแก้วลงในถาดรูปวงกลม เด็กเสิร์ฟสวมเดรสสายเดี่ยวสีดำยาวเลยหัวเข่าขึ้นมาเกือบครึ่งและผูกผ้ากันเปื้อนสีขาวมีตราโลโก้ของร้าน รองเท้าส้นสูงสีเขียวเข้ากับโลโก้ร้านเช่นกัน ผมสีส้มถูกรวบไปไว้ข้างหลังลวกๆทำให้มีปอยผมหลุดลุ่ยมาข้างหน้า

         บาร์ไฟสลัวๆ เปิดเพลงช้าเคล้าอารมณ์ลูกค้า ทั้งพื้น เก้าอี้ โต๊ะ ผนัง หลังคา และเคาน์เตอร์ล้วนทำมาจากไม้สีน้ำตาลแก่ ยังดีที่วอลเปเปอร์ครึ่งบนของผนังเป็นสีครีมอ่อนทำให้ร้านดูสว่างขึ้น นี่เป็นร้านสไตล์คันทรี่ที่เดียวในย่านนี้ จึงได้รับความนิยมมากจากหนุ่มสาววัยกลางคนที่จะมานั่งจิบเหล้าไวน์สบายๆในร้านแห่งนี้

         นามิต้องถือมันด้วยสองมือ เธอไม่สามารถใช้แบมือเดียวข้างใต้ถาดนั้นได้เหมือนเด็กเสิร์ฟคนอื่นๆเพราะแก้วเบียร์สามแก้วนี่มันใหญ่และหนักเอาซะจริงๆ ชายหนุ่มวัยกลางคนสามคนล้วนมองส้นสูงสีเขียวของหล่อนก่อนจะเลื่อนสายตาจิกกัดเรือนร่างนั้นขึ้นมาเรื่อยๆจนถึงใบหน้าฝืนยิ้มของสาวเสิร์ฟ

         เธอวางเบียร์ลงบนโต๊ะที่ละแก้วอย่างระมัดระวัง (เพราะความซุ่มซ่ามของเธอได้เจ็ดเต็มสิบคะแนน)... คิดอยู่ว่าหากทำงานเสร็จเธอคงจะรีบไปดูโซโลขึ้นสังเวียนให้ทัน บางทีตอนนี้เขาอาจหายโกรธเธอแล้วก็ได้ เธออาจจะผิด หรือเขาอาจจะผิด ไม่ว่าจะอันไหนค่าก็เท่ากัน... เธอรู้สึกกระวนกระวายกระสับกระส่ายมาตั้งแต่ช่วงเย็น

         ทั้งๆที่จริงกะจะไปบอกเขาที่โรงยิมว่าเธอได้งานแล้ว แต่เรื่องก็มีอยู่ว่า...

         เธอเผอิญเดินตามหลังเศรษฐีสาวจอมหยิ่งที่เอาแต่พูดดูถูกคนจนไม่หยุด โอ้อวดว่าตนรวยหนักรวยหนา สวมแหวนเพชร สร้อยไข่มุก หนีบกระเป๋ายี่ห้อดังเดินเอียดอาดโดยมีคนรับใช้ผู้น่าสงสารถือของเดินตาม ได้ทีเธอจึงปลอมตัวเป็นเด็กบ้าโกธิค ฉวยโอกาสตอนคนรับใช้ของหล่อนเข้าห้องน้ำและหล่อนเอาแต่ยืนพล่ามไปหยุด เพียงวิ่งผ่านแวบเดียวเธอก็สามารถกระตุกสร้อยไข่มุก กรีดกระเป๋าราคาแพงล้วงกระเป๋าเงินข้างในและดึงแหวนหลายวงออกจากนิ้วของหล่อนโดยที่หล่อนไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ

         ผ่านไปเกือบหนึ่งนาทีกว่าหล่อนจะรู้ว่าหมดตัว...

         “เสียดายจังที่บาร์นี้ไม่มีเด็กนั่งดริ้งค์เป็นเพื่อน” ชายวัยกลางคนที่สวมแว่นหนาเตอะพูดด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย นามิได้แต่ยิ้มฝืนๆขณะที่วางเบียร์แก้วสุดท้าย เธออยากจะสาดเบียร์ใส่หน้าผู้พูดเสียจริงๆถ้าไม่กลัวจะโดนไล่ออกตั้งแต่วันแรกที่มาทำงาน ที่นี่เงินดีมากเพราะเป็นบาร์ที่มีชื่อ และคัดพนักงานที่รูปร่างหน้าตาเท่านั้น ต้องขอบคุณที่เธอมีคุณสมบัติครบอย่างที่เจ้าของร้านต้องการ

         “ที่นี่เขาห้ามพนักงานนั่งดริ้งค์กับลูกค้าเหรอจ้ะ” ชายอีกคนที่มีพุงใหญ่จนกระดุมปริทำตาเคลิบเคลิ้มเลื่อนสายตามองหน้าอกและสะโพกของเธอ หัวโล้นล้านของเขาแทบจะสะท้อนแสงได้อยู่แล้ว ถ้าหากอยู่กลางแจ้งเธอคงแสบตาแน่ๆ

         “เสียใจด้วยนะคะ” เธอโกหก ที่นี่พนักงานได้รับอนุญาตให้นั่งดื่มกับลูกค้าได้หากได้รับทิปมากดั่งใจ จริงๆเธอคงเต็มใจจะล้วงกระเป๋าเงินของพวกเขาให้หมดไม่เหลือแม้แต่ฟันทองในปาก ถ้าใบหน้าที่พวกเขามองอยู่ตอนนี้มันไม่น่าสะอิดสะเอียนขนาดนี้ล่ะก็นะ...

         “แหมสาวน้อย ฉันให้เธอสามหมื่นเยนค่าดริ้งค์กับเราเลยนะ” ชายคนสุดท้ายสวมสูทอย่างดีและผมเรียบเปร้ใส่เจลเยอะจนผมแวววับ เขาหยิบเงินหนาปึกออกมาจากกระเป๋าเสื้อ

         เอาล่ะ นั่นเป็นเงินที่เธอได้มากกว่าการล้วงกระเป๋าหนึ่งครั้งแน่นอน... แต่มันยังไม่คุ้มกันหรอกนะ

         ...สงสัยต้องเจอดีบ้างซะแล้ว ไอ้พวกลามก!...

         “ยังไม่พอหรอกนะ” นามิยิ้มหวานหว่านเสน่ห์และโน้มตัวเอามือวางลงบนโต๊ะ ทำเอาสามหนุ่มอ้าปากค้างจับจ้องหน้าอกหล่อนไม่กระพริบ

         “งั้น – ห้าหมื่นเยน!” ชายตุ้ยนุ้ยล้วงกระเป๋าเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกงอย่างยากลำบากเพราะพุงอันใหญ่โตของเขา

         “เพิ่มให้อีกหมื่นเยนเลย!” ชายสวมแว่นล้วงกระเป๋าเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอกของเขา หยิบธนบัตรออกมาอีกปึกหนึ่ง กระเป๋าที่กำลังเปิดอ้าอยู่มองแวบเดียวนามิก็สามารถจดจำวันเดือนปีเกิดของเขา บัตรทองแวววาว

         “ท่านสุภาพบุรุษ...” นามิมองชายหนุ่มแต่ละคนด้วยหางตา มาสคาร่าปัดขนตางอนทำให้ดวงตาคู่นี้มีเสน่ห์มากขึ้น เธอเลื่อนเก้าอี้ตัวที่เหลืออยู่ตัวสุดท้ายหน้าโต๊ะของพวกเขา หย่อนก้นลงตวัดขาไขว่ห้างด้วยสายตายั่วยวน...

         เหมือนอ้อยเข้าปากช้างสำหรับชายวัยทำงานทั้งสามที่ห่างร่างผู้หญิงมาพักใหญ่ๆ ความเป็นชายโหยหาร่างกายอันนุ่มนิ่มของผู้หญิงมานาน ตอนนี้กิเลสตัณหากำลังครอบคลุมจิตใจของพวกเขา แต่ใครหารู้ไม่ว่านางมารร้ายกำลังเข้าร่างเด็กสาวคนนี้.... ใครกันแน่ที่กำลังจะเป็นเหยื่อ และใครกันแน่จะเป็นผู้ล่า?

         “เรามาเล่นเกมกันดีกว่า”

 

         โซโลวิ่งเข้ามาในตรอกซอยทางที่จะไปถึงบาร์ในนามบัตร เขาก้าวขาให้ยาวที่สุดเร็วที่สุด ท้องฟ้ามืดสีน้ำเงินเข้มมองไม่เห็นดาวสักดวง มีแต่แสงจากดวงจันทร์ที่ทำให้มองเห็นทาง ไม่มีคนเดินอยู่ในซอยนี้เลย มันเปลี่ยว เงียบ จนน่าขนลุก... อีกสองชั่วโมงเขาก็จะต้องขึ้นสังเวียนชก ถึงโบตะจะพร้อมเป็นตัวสำรองแทนเขาแต่นัดนี้เขาอยากจะชนะเองมากๆ สิ่งล่อตาล่อใจไม่ใช่อะไรนอกจากเงินก้อนโตที่ได้มากกว่าการชนะนัดอื่นๆสองเท่า... บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาเองก็หน้าเงินไม่แพ้นามิเหมือนกัน

         แต่อีกไกลกว่าจะถึงบาร์ที่ว่านั่น ทว่าเมื่อวิ่งผ่านสนามเด็กเล่นที่กระบะทรายกว้างกินเกือบทั้งสนาม ร่างกายสั่งการณ์ให้เท้าทั้งสองข้างหยุดกะทันหัน ส่งเสียงดังเอี๊ยดเหมือนเบรกรถจนฝุ่นตลบขึ้นเป็นหมอก โซโลมองเข้าไปในสนามเด็กเล่นที่เป็นลานกว้างๆ ไม่มีอะไรนอกจากกระบะทรายและชิงช้าที่ตั้งอยู่กลางลาน ใครคนหนึ่งกำลังนั่งยองๆและใช้มือขุดหลุมทรายอยู่

         ที่แน่ๆคือผมสีส้มนั้นยังสะดุดตาเหมือนเดิม

         “นามิ?” เขารีบสาวเท้าเข้ามาในสนามเด็กเล่น ใช่จริงๆด้วย เด็กสาวผมสีส้มกำลังโยนบางอย่างลงไปในหลุมนั้น บางอย่างที่เขาเรียกมันว่ากระเป๋าเงิน บัตรเอทีเอ็ม นาฬิกา... หลายใบและหลายเรือนเสียด้วย ไม่รู้ว่าหล่อนตั้งใจทำแบบนี้เพื่อความสบายใจของตัวเองหรือเปล่า

         “ทำอะไรน่ะ” โซโลนั่งยองๆลงตรงข้ามนามิ

         “ฝังไง มาๆ ช่วยหน่อยสิ” นามิดึงมือโซโลวางลงบนกองทรายข้างหลุม ใบหน้าของเธอไม่ได้ฉายความโกรธเลย เพียงแต่ยิ้มน้อยๆ เป็นรอยยิ้มที่เขาอ่านค่าไม่ออก

         “แล้ว...” โซโลค่อยๆกวาดทรายลงหลุม ฝังสิ่งของพวกนั้นอย่างที่เจ้าหล่อนบอกขณะที่เธอนั่งยองๆกอดเข่า เขาควรจะโกรธเธอที่ไปล้วงกระเป๋าอีก “เงินพวกนี้ล่ะ?” แต่คราวนี้กลับโกรธไม่ลงเมื่อเห็นใบหน้าแบบนี้

         “โอนออกหมดละ” นามิยิ้มบางๆ “ไอ้พวกนี้มันต้องเจอแบบเน้~”

         โอเค... เห็นได้ชัดว่าเขาพลาดสิ่งที่สำคัญในตอนนี้ไป... คือกลิ่นเหล้าที่ฟุ้งออกมาจากตัวของเจ้าหล่อนคนนี้แรงสุดๆ พอเดาได้ว่าเธอดื่มหนักขนาดไหน แต่เดาต่อได้เช่นกันว่ามันไม่ได้ทำให้เธอเมาหนักสักเท่าไหร่ “โสมน้ำหน้า ฮ่าๆ” นามิตบมือลงบนกองทราย ระเบิดหัวเราะสะใจราวกับผู้ชนะ

         โซโลถอนหายใจ “ไปดื่มกับใครมาอีกล่ะ”

         “ใคร...” นามินิ่งพักหนึ่ง พยายามครุ่นคิดด้วยสติที่ยังอยู่ครบ “ใครกันนะ?”

         เล่นเอาโซโลเกาหัวตัวเองแรงๆ “ยัยบ้า หัดจำซะบ้างสิว่าเอาเงินใครมาบ้าง”

         “ก็มันเป็นเกมนี่นา” นามิลุกขึ้นยืน โซโลต้องรีบยืนขึ้นตามเมื่อเห็นร่างบางโงนเงนไปมาเหมือนเสาใกล้ล้ม แขนทั้งสองอ้าเตรียมรับข้างซ้ายขวาเผื่อหล่อนจะตั้งหลักไม่อยู่

         “เกมอะไร?”

         “ไอ้สามคนนั้นมันคิดว่ามันคอแข็ง หึหึ” นามิยักไหล่ “ฉันเลยท้าเล่นเกมหนึ่งต่อสาม วู้!”

         หนึ่งต่อสาม หนึ่งต่อสอง หนึ่งต่อสี่... ชื่อเกมที่เปลี่ยนไปตามจำนวนผู้เล่น เป็นเกมที่นามิคิดขึ้นเอง ซึ่งนั่นก็คือการแข่งดื่มเหล้าโดยที่นับจากจำนวนแก้วแต่ไม่นับจากจำนวนคน แปลว่าถ้าผู้ชายสามคนสามารถดื่มได้คนละสิบแก้ว นามิต้องดื่มได้มากกว่าสามสิบแก้วโดยไม่เดี้ยงไปซะก่อน ไม่งั้นเป็นอันว่าจบเกม... เป็นเกมที่หฤโหดไม่ใช่น้อย

         “แล้วเธอดื่มไปกี่แก้ว?” เขาจะบ่นก็กะไรอยู่ นี่เป็นเกมที่หล่อนเล่นประจำนี่ เขาเองที่คอแข็งแล้วยังแพ้คอทองแดงอย่างผู้หญิงคนนี้เลย

         “ไม่รู้” นามิตอบห้วนๆ “รู้แต่ไอ้พวกนั้นมันจูบโต๊ะกันหมดละ – โสมน้ำหน้า อยากทำหน้าหื่นกามให้ฉันดีนัก! ไม่รู้เหรอว่าฉันเป็นคราย – ฉันแมวขโมยเชียวนะพวกโง่เอ้ย”

         “เฮ้อ! กลับบ้านเถอะ”

         “ไม่เอา! ฉันจะไปดูนายชก!” นามิเริ่มโวยวาย ดีที่ไม่มีใครอยู่ใกล้พอจะได้ยินเสียงแหลมๆของเธอ ไม่งั้นแก้วหูแตกแน่ๆ “เร็วๆ! ไปสนามมวยกัน!”

         โซโลถอนหายใจอีกครั้ง ถ้าไม่ยอมพาไปเธอคงอาละวาดตลอดทางยันถึงห้องและนั่นก็จะทำให้ป้าโมโม่ออกมาด่าแจ้ดแว้ดยิ่งน่าหนวกหูเข้าไปใหญ่ ถึงเธอจะเมาอยู่ตอนนี้แต่สติเธอครบทุกประการ เธอรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เขาทำอะไรไม่ได้นอกจากยกธงยอมแพ้ง่ายๆดีกว่าทะเลาะกับคน(เกือบ)เมา “มาสิ”

         “ถอดเสื้อมา!” เธอสั่ง “ฉันหนาว”

         เด็กหนุ่มปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย ดีที่คราวนี้เขาสวมเสื้อกล้ามไว้ข้างใน ทำให้ไม่ต้องถอดเสื้อเดินเหมือนครั้งก่อนที่หล่อนใกล้เมา (ยังไม่มีข้อกังขาว่าเธอเมาจริงๆ) เสื้อยืดที่เขาสวมพอดีตอนนี้หลวมโคร่งอยู่กับเธอแล้ว นามิดูงัวเงียเหมือนคนเพิ่งตื่นมากกว่าคนเมาเสียอีก

         “ไปกันได้หรือยัง?”

         “ฉันเดินไม่ไหวแล้วอ่ะ” นามิทำเสียงเอื้อน “ขี่หลังหน่อย”

         เสียงถอนหายใจดังๆเป็นครั้งที่สาม เขายอมย่อตัวรับร่างนามิขึ้นหลังแต่โดยดี ไม่รู้ว่าตัวเล็กๆแบบนี้ดื่มเข้าไปเยอะขนาดนั้นได้ยังไง เธอกอดคอเขา เอาใบหน้าซุกลงบนแผ่นหลังกว้าง อุณหภูมิร่างกายย่อมอุ่นกว่านอนห่มผ้าบนเตียงอยู่แล้ว ยิ่งตอนง่วงๆนี่ล่ะเป็นที่ที่สบายที่สุดเวลาใกล้เมา

         “โซโล~” เสียงถูกลากยาวขึ้นเมื่อใกล้เวลาฤทธิ์สุราทำให้นิทรา “นายเกลียดที่ฉันเป็นขโมยหรือเปล่า~?”

         “เกลียดเหรอ? เปล่าสักหน่อย” โซโลตอบเบาๆ ฟังเสียงลมหายใจที่อยู่ข้างหูของเขา

         “ฉันไม่ได้อยากทำหรอกน้า~” นามิพูดขณะกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น เกยคางที่ไหล่ของเขา “แต่...” มันจำเป็นสินะ?... “มันก็สนุกดี~”

         “ยัยบ้าเอ๊ย” โซโลส่ายหน้าช้าๆพึมพำเสียงแผ่ว รู้สึกถึงแก้มนุ่มนิ่มเย็นเฉียบที่ทาบอยู่ตรงลำคอของเขา “ต่อไปฉันจะไม่ทะเลาะกับเธอเรื่องนี้แล้วล่ะ”

         “จริงหรอ~?” เธอเอียงหัวพิงไหล่โซโล “นายไม่ได้รังเกียจที่ฉันเป็นขโมยใช่ม้า~?”

         “ไม่เลย” โซโลพูด “แต่มันเป็นงานอันตราย ฉันแค่ -”

         เสียงงัวเงียของนามิเงียบไป แขนที่โอบคออยู่คลายออกหลวมๆ ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะช้าๆสม่ำเสมอ เธอหลับคาหลังของเขาไปแล้ว... โซโลเหลือบมองคนข้างหลังที่กำลังหลับตาพริ้ม ตอนนอนหลับผู้หญิงคนนี้ช่างดูไร้เดียงสาเอาเสียจริงๆ แต่เมื่อไม่ได้อยู่ในห้วงนิทรานี่ราวกับแฝดคนละฝา หล่อนแทบจะถือไม้สามง่ามเดินฉายไปทุกที่พร้อมกับหางปีศาจ

         “ฉันเป็นห่วง – จริงๆนะ” เขาถอนหายใจและเงยหน้ายิ้มให้กับพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้าสีเข้ม

 

         “อื้อ~” นามิลืมตาขึ้นพบเพดานสีขาว สำรวจพบว่าเธอกำลังนอนอยู่บนโซฟาตัวยาวมุมห้องเรียบๆที่มีแต่กระสอบทราย และเวทหลายขนาด โบตะกำลังนั่งเช็คดัมเบลอยู่บนพื้น สายตาของเขามองมันเหมือนกำลังอุ้มเด็กทารก จนกระทั่งหันมาพบว่าเด็กสาวบนโซฟารู้สึกตัวแล้ว

         “อ้าวนามิจัง ตื่นแล้วเหรอ?” เขายิ้มอย่างใจดี “สร่างเมาได้ในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เก่งอีกแล้วนะ”

         “ไม่ถึงชั่วโมงเหรอโบโบ้?... ทำเวลาดีแฮะ” นามิลุกขึ้นนั่ง ยืดแขนขึ้นลงบิดขี้เกียจเล็กน้อย เสียงผู้คนตะโกนโหวกเหวกโวยวายดังอยู่นอกประตู มันเป็นการประสานเสียงอย่างดุเดือดบ้าคลั่งกว่าครั้งไหนๆที่เธอเคยได้ยิน ห้องพักนักมวยที่เธออยู่นี้ไม่ได้ช่วยป้องกันเธอจากเสียงน่าหนวกหูพวกนี้เลย “โซโลชกไปหรือยัง?”

         “ยังเลย ปล่อยให้มือสมัครเล่นแข่งกันอยู่” โบตะหยิบดัมเบลอีกอันขึ้นมาเช็ด “อีกสามยกก็ถึงตาเขาแล้ว ดีที่นามิจังตื่นทันเพราะเจ้านั่นคงไม่ปลุกหรอก”

         “นายว่าตาบ้านั่นพร้อมหรือยัง?”

         “ยัง” โบตะตอบโดยไม่ต้องคิด เขาฉีกยิ้มมุมปากราวกับมีแผนการชั่วร้าย “เขาต้องใช้ยาถึงจะชนะ”

         “โด๊ปยาด้วยเหรอ?” เธอขมวดคิ้วจนเป็นปม ไม่เข้าใจว่าคนอย่างโซโลยังต้องกินยาพันธ์นั้นเพื่อให้ชนะ “ยาอะไร?”

         “ก็ยานี่ไง” โบตะจิ้มหน้าผากเด็กสาวจนเธอเซ

         “พูดเรื่องอะไรไม่เห็นจะรู้เรื่องเลย” เธอลูบหน้าผากตัวเองเบาๆ นิ้วของผู้ชายคนนี้แข็งเสียจริงๆ แทบจะเจาะหน้าปากเธอเป็นรูได้ในครั้งเดียว

         “เธอรู้” โบตะพูด สายตาเค้นเอาความจริงจากคนตรงหน้า ความจริงที่รู้อยู่แล้ว “และหมอนั่นก็รู้ด้วย”

         “หยุด ไม่ต้องพูดแล้ว”

         “ฉันหมายถึงแค่เธอไปให้กำลังใจเขาขอบสนามและส่งพลังแห่งความรัก -”

         “บลาๆๆ อะไรน้า” นามิเอามืออุดหูส่งเสียงไม่ได้ศัพท์เพื่อกลบเสียงโบตะ ใช่เธอรู้... รู้ตัวดีว่าคิดยังไงกับผู้ชายคนนั้น รู้ตัวว่าตกหลุมรักเขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาช่วยเธอจากกลุ่มนักเลง ตอนนั้นเขาช่างเหมือนเจ้าชายขี่ม้าขาวจริงๆ (ถึงแม้ตอนนี้เขาอาจจะเหมือนอสูรร้ายขี่มังกรดำไปแล้วก็ตามเถอะ) ความรู้สึกแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายสำหรับเธอ ไม่ใช่กับผู้ชายทุกคนที่คอยช่วยเหลือเธอทุกข้อกรณีที่เอ่ยขอ

         “คุยอะไรกัน” เด็กหนุ่มผมสีหญ้าเปิดประตูบานหลังเข้ามาในห้องพัก เขาสวมเพียงกางเกงสีดำคาดเข็มขัดหนังสีน้ำตาล ท่อนบนเผยกล้ามหน้าท้องและกล้ามหน้าอกอันแข็งแรง เขาไม่ได้มีมัดกล้ามใหญ่โตเหมือนนักเพาะกล้ามคนอื่นๆสักเท่าไหร่ ดูเผินๆเหมือนมีพละกำลังน้อยกว่านักเพาะกล้ามยามาโมโตะทั้งสามเยอะ แต่ความจริงกลับกัน เขามีพละกำลังมากกว่าคนทั้งสามรวมกันเสียอีก นี่ล่ะความลับของแชมป์เคนโด้ประจำโรงเรียนและแชมป์ชกมวยในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า

         “เรื่องของผู้หญิง” นามิเบ้ปาก “ผู้ชายไม่เกี่ยวย่ะ”

         “นามิ” โซโลเหงื่อตก ชี้โบตะที่กำลังตกอกตกใจกับประโยคของเด็กสาว “เจ้านั่นผู้ชายนะ”

         “โทษทีโบโบ้” นามิยิ้มแห้งๆ “นายจะชกหรือยัง?”

         “ใกล้แล้ว” โซโลพูดพลางเหวี่ยงผ้าขนหนูสีส้มแก่พาดบ่า ดวงตาสีกาแฟจับจ้องผ้าผืนนั้นพร้อมกับหัวใจพองโต ปลื้มใจที่เขาเอามันมาใช้ แม้จะใช้แล้วทิ้งก็ยังดี (เพราะเขาชอบดองผ้าไว้ในตะกร้าก่อนจะซักกองภูเขานั้น)

         ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ทั้งสามออกไปยังสนามรบ ที่จริงก็คือสนามรบสังเวียนชกมวยนี้ไม่ใช่มวยที่ถูกต้องตามกฎหมาย... แต่เป็นมวยเถื่อน ที่ไม่ต้องอาศัยนักมวยค่ายดังมาทำให้คนดูตื่นตาตื่นใจ ที่นี่มีกฏอยู่ว่านักมวยแต่ละคนที่จะแข่งที่นี่ได้ต้องมีเงินจำนวนหนึ่ง เมื่อชกและสามารถชนะคู่ต่อสู้ได้เขาจะได้เงินของคู่ชก แต่หากแพ้เขาต้องเสีย... โดยที่เงินของทั้งสองจะถูกวางอยู่ในโหลแก้วมุมสนาม

         สถานที่นี้อยู่ใต้จมูกตำรวจ พวกเขาไม่มีสิทธิ์จะเข้ามาในนี้เพราะอำนาจของคนที่ทุ่มเงินให้สถานที่นี้คือผู้บัญชาการสูงสุดของตำรวจนั่นเอง มันอยู่ในสนามกีฬาร้างเล็กๆห่างตัวเมืองออกมา สนามแคบๆที่เคยใช้แข่งกีฬาถูกทำเป็นหลุมสี่เหลี่ยมเหมือนสระว่ายน้ำฉาบปูนที่ไม่ได้ใส่น้ำ ความลึกของสังเวียนเกือบสามเมตร

         กติกาง่ายดาย... นักมวยห้ามใส่อะไรนอกจากกางเกงและเข็มขัด นั่นรวมถึงเท้าเปล่าและต้องสู้กันปราศจากนวมหรือเครื่องป้องกันทุกชนิด ต่อสู้ยังไงก็ได้ให้อีกฝ่ายสลบเหมือด การกัด จิก ข่วน ไม่ถือว่าผิดกติกา (แต่ถือว่าแต๋วมากสำหรับผู้ชม)

         “และนัดสำคัญในค่ำคืนนี้! – อารอน เดอะเมอเมด! แชมเปี้ยนสามสมัย!” เมื่อพิธีกรพากย์เสร็จ ชายหนุ่มผมสีน้ำเงินเข้มกระโดดลงในสังเวียน เขามีดวงตาเฉียบคม จมูกที่ยาวเหมือนเลื่อย มีครีบแหลมคมข้างหลัง สมฉายามนุษย์เงือก เขาสวมกางเกงสีน้ำเงินตัวเดียวและยืนนิ่งในสนาม เท้าเปล่ามีพังผืด ไม่ได้โบกมือให้กับผู้ชมที่พนันตัวเขาไป ดูเหมือนคนกำลังยืนสมาธิมากกว่า

         นามิเบิกตากว้างเมื่อเห็นอารอน มนุษย์เงือกตนนี้เป็นตนเดียวกับที่เป็นนักเลงหัวไม้ที่หมู่บ้านเธอที่คอยขู่กรรโชกเอาเงินจากชาวบ้านอยู่ตลอดเวลา เธอเคยพูดเรื่องเลวๆของเขาให้โซโลฟังอยู่ครั้งหนึ่ง หรือที่เขาจะให้เธอมาดูวันนี้ให้ได้ก็เพราะอย่างนี้? หรือบางทีเขาอาจจะไม่ได้แต่แค่อยากให้มาดูนัดชิงเฉยๆก็ได้ เธอไม่ควรคิดเข้าข้างตัวเองมากไปหน่อย

         “เจอกับ... โรโรโนอา โซโล!”  โซโลกระโดดลงไปในสนาม ผู้ชมโห่ร้องอย่างฮึกเฮิมไม่แพ้กัน เขาเงยหน้ามองนามิที่ยืนเชียร์อยู่ขอบสนามโดยมีโบตะยืนอยู่ข้างหลังส่งเสียงขู่ไม่ให้ใครมาเบียดร่างเด็กสาว ก่อนที่จะหันกลับมาสบตาอารอน คนที่เขารู้จักในนามหนึ่งเดียวที่เก่งกาจที่สุดในสังเวียนใต้ดินมาตั้งแต่หลายปีก่อน และเป็นที่รู้จักว่าเป็นนักเลงคุมถิ่นหลายที่

         “ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง – เริ่ม.... ชกได้!”

         เสียงระฆังดังกึกก้องไปทั่วทั้งสนาม นักชกทั้งสองจ้องตากันอยู่พักใหญ่ทำให้ผู้ชมเงียบเสียงลง

         “ฉันมีข้อเสนอกับแก” โซโลเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

         “ว่ามาสิ เจ้าเด็กใหม่” อารอนแสยะยิ้ม เขารู้ตัวดีว่าครั้งนี้เขาต้องชนะเหมือนปีที่แล้วแน่นอน

         “ถ้าฉันล้มแกได้ – เลิกยุ่งกับหมู่บ้านโคบายาชิซะ”

         นามิเหมือนถูกแช่แข็ง เธอรู้สึกว่าร่างกายขยับไม่ได้ ผู้ชายคนนี้กำลังจะต่อสู้เพื่อช่วยหมู่บ้านของเธอ... ทั้งๆที่ไม่รู้จักหมู่บ้านโคบายาชิ หัวใจกำลังเต้นแรงกว่าเดิมราวกับจะหลุดออกมา การต่อสู้คราวนี้กลายเป็นนัดที่สำคัญยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่การต่อสู้ของเขาคนเดียว แต่กลายเป็นการต่อสู้ของเธอโดยที่เธอทำอะไรไมได้นอกจากยืนดู นามิรู้สึกว่าอยากจะคว้ามีดพกที่เก็บไว้ตรงต้นขาออกมาและกระโดดปาดคอปลาฉลามนั่นจนสิ้นใจ

         “ด้วยศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย” อารอนยิ้มย้มเย้ย หักนิ้วมือดังกรอบ

         “ด้วยศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ฉันจะหักจมูกแกซะ” โซโลแสยะยิ้ม

         ฝูงชมโห่ร้องกันเหมือนฝูงฮายีน่าบ้าคลั่งอีกครั้งเมื่ออารอนระเบิดหัวเราะและกระโจนใส่โซโลหมุนตัวควงสว่านโดยใช้จมูกแหลมคมเป็นอาวุธ โซโลรีบเบี่ยงตัวตีลังกากลับหัวออกจากวิถีอยางรวดเร็ว เขาหมุนตัวย่อลงต่ำก่อนจะเสยหมัดขึ้นเต็มแรง เฉียดคางปลาฉลามหนุ่มไปเพียงนิดเดียว ฝ่ายตรงข้ามเบี่ยงหลบได้ทันและเตะเข้าที่ท้องโซโลอย่างจัง ร่างเขาขูดไปตามพื้นปูนขรุขระ โซโลดีดตัวขึ้นตั้งกาดทันที แผ่นหลังของเขาเต็มไปด้วยรอยขูดถลอกเลือดซิบ

         ระหว่างที่การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป นามิทรุดลงนั่งกับพื้น จู่ๆขาของเธออ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนไม่สามารถยืนได้ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามา โซโลไม่ควรมาต่อสู้กับคนคนนี้ เขาไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ อารอนเป็นคนเลวทราม เขาจะเอาชีวิตทุกคนที่มีเรื่องกลับเขา คนที่หมู่บ้านของเธอต้องตายเพราะพยายามต่อต้านอารอน เธอไม่อยากให้ใครมาตายอีก...

         นี่มันไม่สมควรเกิดขึ้น...

         โบตะละสายตามองเด็กสาวที่กำลังก้มหน้านิ่งนั่งแผละกับพื้น

         “นามิจัง เป็นอะไรไปน่ะ??” โบตะรีบคุกเข่าลงมาดู

         “เขาไม่รู้เรื่องนะ เขาไม่ควรทำอย่างนี้” นามิพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ได้ยินเสียงตุบตับในสนาม แต่ไม่กล้าพอที่จะลุกขึ้นดู “ฉันไม่น่าเล่าให้เขาฟังเลย มันไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะทำ”

         “ไม่หรอก หมอนั่นเลือกเอง เขาเลือกให้มันเป็นสิ่งที่ควรจะทำ”

         “ทำไม?”

         “สิ่งที่ควรจะทำ... ถึงไม่พูด หมอนั่นก็รู้ดี”

         “ไม่ใช่เวลามาเล่นปัญหาทายคำนะ!” นามิดุเคืองๆ แต่น้ำตายังไหลไม่หยุด

         “ทำให้คนที่เขารักที่สุดมีความสุขไงล่ะ” โบตะจับไหล่ของนามิเขย่าเบาๆ “โซโลเป็นเด็กกำพร้า เขาอยู่ที่โรงยิมมาตั้งแต่เด็กๆ เขาเพิ่งย้ายไปอยู่ข้างห้องนามิจังและนามิจังก็เป็นผู้หญิงคนแรกที่เขาเป็นห่วงมากที่สุด” โบตะรัวคำพูดออกมาอย่างรวดเร็ว “หมอนั่นถึงไม่พูดแต่ก็จะทำให้ดีที่สุดเพื่อบอกความรู้สึกออกมา นั่นคือสิ่งที่เขากำลังอยู่ตอนนี้ไง!”

         “...” เธอเงียบ รู้สึกเหมือนอยากร้องไห้อีกครั้ง ถ้าไม่ได้ยินเสียงใครบางคนถูกเหวี่ยงกระแทกอย่างแรงใส่กำแพง

         “และสิ่งที่นามิจังควรจะทำตอนนี้คือให้กำลังใจให้หมอนั่นชนะให้ได้!”

         นามิเม้มปากแน่น เขาพูดถูก เธอรีบใช้แขนเช็ดน้ำตาเหมือนเด็ก ยันตัวเองให้ลุกขึ้นเกาะขอบสนามอีกครั้ง ภาพที่เห็นคือเด็กหนุ่มที่มีบาดแผลเหมือนถูกมีดบาดทั้งตัว คิ้วข้างหนึ่งแตกจนเลือดไหลผ่านดวงตาลงไปถึงคาง เขาเลียริมฝีปากเพื่อลิ้มรสเลือดของตัวเอง ถึงจะบาดเจ็บหนักแค่ไหนแต่ยังคงตั้งกาดขึ้นในขณะที่อารอนยืนกอดอกสบายใจเฉิบ

         “โซโล!” นามิตะโกนออกไปสุดเสียง โซโลเงยหน้าขึ้นไปมอง เช่นเดียวกับอารอนที่กำลังมองเด็กสาวคนนั้นด้วยสายตาพิศวาสโดยที่จำไม่ได้เลยว่าหล่อนเป็นเด็กที่อยู่ในหมู่บ้านนั้น

         เสียงแซ่ดๆของผู้ชมดังจนนามิไม่สามารถพูดอะไรได้มากกว่านี้ เธอจึงทำอะไรบางอย่างแทน

         เธอชูนิ้วชี้กับนิ้วโป้งขึ้นและงอสามนิ้วที่เหลือลง

         เธองอนิ้วทั้งสี่เป็นรูปตะขอและใช้ปลายนิ้วโป้งแตะตรงปลายนิ้วกลายเป็นรูปวงกลม

         เธอชูสองนิ้วอ้าออก นิ้วชี้และนิ้วกลาง

         เธองอนิ้วโป้งเข้ามากลางฝ่ามือและงอนิ้วทั้งสี่เป็นตะขออีกครั้งจิกปลายเล็บลงบนหลังนิ้วโป้ง

         และสุดท้ายเธอจูบที่มือของเธอ ก่อนจะเป่ารอยจูบนั้นส่งไปถึงเขา

         “ยัยบ้าเอ้ย” โซโลหัวเราะ ฉีกยิ้มมุมปาก รู้สึกว่าร่างกายตื่นตัวราวกับได้กินยาชูกำลังชั้นดีไปสักสองโหล เขายกกาดขึ้นสูง สายตาเฉียบคมมองลอดกำปั้นไปข้างหน้า อารอนกำลังยิ้มเยาะเย้ยสภาพของเขา แต่ตอนนี้นั่นไม่ได้ทำให้เขาอารมณ์เสียเลย “ฉันพร้อมแล้ว ไอ้เงือก”

         “สภาพอย่างนี้ยังจะสู้ต่ออีกเหรอ? ฮ่าๆ”

         “ฉันแค่ทำให้แกตายใจเฉยๆว่ะ” โซโลถุยน้ำลายสีเลือดลงบนพื้น

         “ปากดีจริงนะ” อารอนกำหมัดแน่น คราวนี้กำปั้นของเขามีเกล็ดแหลมงอกออกมา “เจอนี่ยังจะปากดีอยู่ไหม!”

         อารอนสบโอกาสเดินหน้าจู่โจมอีกครั้ง เขาหวดหมัดออกไปตรงๆคิดแน่แล้วว่ายังไงกำปั้นนี้จะต้องผ่านกาดไปได้เพื่อจัดการกับเด็กคนนี้ให้จบเสียที แต่แล้วหมัดของเขาก็ปะทะเข้ากับกำปั้นของฝ่ายตรงข้ามที่สวนเข้ามา ดวงตาของอารอนเบิกกว้าง บาดเจ็บหนักขนาดนี้ไม่น่าจะมีแรงรับหมัดหนักๆนี่ได้แล้วนี่นา... เลือดหยดติ๋งๆลงจากกำปั้นที่ประสานงากัน

         พริบตานั้นโซโลใช้มือข้างที่สวนหมัดออกไปกำข้อมือของอารอนและกระตุกอย่างแรงพร้อมเหวี่ยงศีรษะไปข้างหน้าใช้หน้าผากโขกใส่หน้าอารอนสุดแรง ทั้งแรงฉุดแรงเหวี่ยงทำให้จมูกของอารอนหักงอลงมาพร้อมกับเลือดกำเดาที่ไหลออกจากโพรงจมูกเหมือนเขื่อนแตก โซโลฉวยโอกาสใช้มือดึงจมูกหักๆของฝ่ายตรงข้ามลงตามด้วยแทงศอกลงกลางกระหม่อมของมนุษย์เงือก

         อารอนกุมศีรษะด้วยความเจ็บปวด เท้าพังผืดก้าวถอยหลังไปตั้งหลัก อารมณ์โกรธพลุกพล่านทั่วร่าง เขากัดฟันกรอดก่อนจะพุ่งเข้ามาอีกครั้งพร้อมหมัดเกล็ดแหลม โซโลเบี่ยงตัวหลบหมัดซอยฝีเท้ารุกเข้าข้างหลังอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ใช้หนึ่งมือยันพื้นและถีบขาทั้งสองข้างออกไป ขาข้างหนึ่งเตะเข้าที่กระดูกสันหลังของอารอนอย่างรุนแรงจนได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังก๊อก เมื่อร่างของอารอนแอ่นท้องออกไปข้างหน้าเท้าอีกข้างก็ถีบเข้ามาพอดีตรงท้ายทอยของเขา

         ร่างแน่นิ่งของอารอนเป็นตัวบ่งชี้ว่าศึกยกนี้ใครคือผู้ชนะ...

         “โรโรโนอา โซโล!!” เสียงพิธีกรตะโกนก้องกังวานไปทั้งสนาม ผู้ชมโห่ร้องปรบมือปล่อยหมัดขึ้นฟ้ากันถ้วนหน้า โบตะดีใจจนร้องเสียงหลง ผู้ชนะยืนกวาดสายตามองไปรอบๆสนามจนในที่สุดมาหยุดอยู่ที่เด็กสาวที่กำลังยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางผู้ชมที่เบียดเสียดกันไปมา เธอสบตากับเขาและรู้ว่าควรทำยังไง นามิก้าวเท้าขึ้นยืนบนขอบสนามที่สูงขึ้นจากเวทีประลองสามเมตร เขาย่างสามขุมไปตรงขอบสนาม แหงนหน้ามองเธอ เหยียดแขนทั้งสองข้างขึ้นก่อนที่ร่างบางจะกระโดดลงมา

         โซโลโอบเอวของเธอได้พอดิบพอดี ปลายเท้าของนามิลอยอยู่เหนือพื้นเพียงเล็กน้อย เธออ้าแขนทั้งสองโอบรอบคอของเขา สวมกอดเขาแน่นจนคนในอ้อมกอดหายใจติดขัด นี่ล่ะสิ่งที่เธออยากทำมานาน คือกอดเขาจริงๆจังๆสักที ไม่ใช่ฉวยโอกาสกอดตอนขี่หลังเขา...

         “เหงื่อซ่กเลยนะ” นามิคลายอ้อมกอดออก ดึงผ้าขนหนูที่พาดรอบคอของเธอมาพาดรอบคอของเขาแทน ดึงชายผ้าทั้งสองข้างให้ใบหน้าอาบเลือดนั้นชิดใกล้

         “เลือดมันรสชาติแย่ชะมัด” โซโลเบ้ปาก

         “งั้นชิมหน่อย” เธอพูดห้วนๆ กระตุกชายผ้า ริมฝีปากประกบลงมาที่ปากของเด็กหนุ่ม โซโลตอบสนองโดยโอบรัดเอวเธอแน่นขึ้น มือเรียกเล็กเคลื่อนมาทาบแก้มที่ชุ่มเหงื่อและเลือดของเขา เสียงโห่ร้องของผู้ชมถูกตัดออกไปจากสมอง ได้ยินแต่เสียงหัวใจที่เต้นแรงจวนจะระเบิด

         “เว้ย~! น่าโมโหชะมัด!” โซโลขย้ำกระดาษเป็นก้อนกลมปาใส่ประตู เป็นเวลาเดียวกับที่นามิเหวี่ยงบานประตูเข้ามาพอดี ก้อนกระดาษจึงโดนเข้าที่หน้าเธอ ร่วงลงบนมือที่รีบแบรอรับ ขณะที่โซโลขยี้หัวตัวเองอย่างอารมณ์เสียทิ้งตัวลงนอนแผ่บนเตียง ถอนหายใจเสียงดังพรืด

         “อะไรเนี่ย” นามิคลี่กระดาษก้อนกลมออก หัวกระดาษเป็นรหัสวิชาพิเศษที่มีเพื่อให้นักเรียนที่คะแนนใดๆก็ตามต่ำกว่าเกณฑ์ต้องทำแบบทดสอบ และหัวข้อใต้รหัสนั้นคือ ภาษามือและอักษรภาษาอังกฤษพื้นฐาน “ไปทำอะไรมาถึงได้ภาคพิเศษนี้มาล่ะ?”

         “ต่อยอาจารย์” โซโลตอบไม่ต้องคิด สีหน้าไร้ความรู้สึกผิดโดยสิ้นเชิง

           ใช่อาจารย์ที่แอบมองหน้าอกฉันหรือเปล่า?” นามิยิ้ม หย่อนก้นนั่งลงข้างเตียง

         “ไม่เกี่ยวกับเธอสักหน่อย ไอ้นั่นมันกวนประสาทฉัน” โซโลถอนหายใจเป็นครั้งที่สอง

         “อื้อๆ” นามิตอบลวกๆ ไล่สายตาในกระดาษอยู่ครู่เดียวก็คืนกระดาษให้โซโล “นี่เอ... ส่วนบีทำอย่างนี้... นี่ซี...” เธอไล่ทำมือตามตัวอักษรในกระดาษได้อย่างแม่นยำเพียงแค่มองแวบเดียว พักเดียวเธอก็พูดและทำมือจนถึงอักษรตัวสุดท้าย “มียี่สิบหกตัวเองนะ แถมในใบบอกว่าให้สะกดคำศัพท์อะไรก็ได้สิบคำก็ผ่านแล้วนี่”

         “งั้นเหรอคนเก่ง” โซโลประชด

         “ลุกขึ้นม้า~” นามิดึงแขนให้เขาลุกขึ้นนั่ง “ฉันช่วยคิด – เอาคำที่สะกดคล้ายกันให้หมดสิ ตัวนำหน้าเป็นตัวแอลจะได้จำได้ง่ายๆ นี่ไง” เธอชูนิ้วชี้กับนิ้วโป้งขึ้น

         “สิบคำที่สะกดด้วยตัวแอลนำหน้าหมดเลยมีอะไรบ้างล่ะ” โซโลพูดเสียงงัวเงีย สีหน้าสะลึมสะลือเตรียมหลับต่อเต็มที

         “ตั้งใจหน่อยสิยะ” นามิจับแก้มทั้งสองข้างของเขาแล้วยืดเข้ายืดออกบิดไปบิดมาแรงๆ จนเขาน้ำตาเล็ด

         “เจ็บนะยัยบ้า!” ฟังจากเสียงก็รู้ว่าเขาตื่นอย่างไม่ต้องสงสัย

         “ก็มี LOAD, LOAF, LOAN, LOBE, LODE, LOFT, LOOK, LOOP, LOOM, LOOT ไงล่ะ ครบสิบพอดี” นามิยืดอกอย่างภาคภูมิใจ

         “แล้วรักล่ะ?” โซโลพูดน้ำเสียงจริงจัง

         “อะไรนะ??”

         “รักสะกดยังไง?” เขาเลิกคิ้วสูง

         “LOVE” นามิทำมือให้เขาดู ชูนิ้วชี้กับนิ้วโป้งขึ้นและงอสามนิ้วที่เหลือลงแทนตัวแอล งอนิ้วทั้งสี่เป็นรูปตะขอและใช้ปลายนิ้วโป้งแตะตรงปลายนิ้วกลายเป็นรูปวงกลมแทนตัวโอ ชูนิ้วชี้และนิ้วกลางอ้าออกแทนตัววี และสุดท้ายงอนิ้วโป้งเข้ามากลางฝ่ามือและงอนิ้วทั้งสี่เป็นตะขออีกครั้งจิกปลายเล็บลงบนหลังนิ้วโป้งแทนตัวอี

         “งั้น...เหรอ?” โซโลอ้าปากกว้างหาวจนน้ำตาเล็ดก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกรอบ

         “นี่นาย! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ” นามิเขย่าตัวเขาแต่โซโลไม่สนใจ “ตาบ้าเอ้ย!” เธอขย้ำกระดาษเป็นก้อนกลมอีกรอบและปามันใส่หน้าผากเขา ก่อนจะกระทืบเท้าปึงปังออกจากห้องของเขาไป

         รอยยิ้มบางๆปรากฏบนใบหน้าเด็กหนุ่มที่หลับตาพริ้มอยู่บนเตียง....

 

You’re  the  shining  stars  brighten  my  life  with  hope
You’re  the  strength  that 
support  my  life  whenever  I  need.



END…

ขอขอบคุณบทกลอนเพราะๆจาก http://www.kaweeclub.com/6/t907/ 

ขอบคุณนักวาดแฟนอาร์ตทุกคนที่จินตนาการกว้างไกลจนพล็อตเรื่องนี้เกิดขึ้น

และขอขอบคุณอ.โอดะที่สร้างสรรค์ตัวละครวันพีชทั้งหลาย

จากใจ... Immature JWB.