}shortfic{: Poppy love.. limited{zn} 1/2
posted on 25 Dec 2011 13:23 by imm-atureMedium fiction: Poppy love…limited
Status: Complete
Couple: ZN
Alphabet: 10,485
Genre: Romance
โรงเรียนมัธยมแกรนด์ไลน์
Date: 11m/01d/11y
“สายแล้ว!” ลูฟี่ เด็กนักเรียนชายผู้กำลังวิ่งก้าวขายาวยืดอย่างเอาเป็นเอาตายไปตามทางเดินของโรงเรียน ผมสีดำของเขากระเซิงยุ่งเหยิง ชุดนักเรียนสวมลวกๆ กระดุมติดผิดเม็ด และมุมปากติดคราบยาสีฟัน แต่ในปากยัดอาหารเช้าเข้าไปเต็มปากจนแก้มยุ้ย
“เพราะแกนั่นล่ะ!” อุซปวิ่งนำหน้าลูฟี่ไปก่อน ดีที่ผมของเขายักโศกจนไม่ต้องหวีก็ดูไม่รู้ว่ามันยุ่ง เขาวิ่งเร็วจนจมูกยาวๆ ของเขาจะหักไปตามกระแสลมได้อยู่แล้ว
“อ้าว หวัดดีพวก” ซันจิโบกมือทักทาย อีกมือถือถาดขนมเค้กที่เพิงอบเสร็จใหม่ๆ หมวกกุ๊กทรงสูงแทบจะปลิวออกจากหัวเมื่อเด็กหนุ่มทั้งสองคนวิ่งผ่านหน้าเขา ผมสีทองพัดปรกหน้าของเขา และขนมเค้กก้อนหนึ่งหายไปเมื่อลูฟี่วิ่งผ่านและคว้ามันใส่ปาก “เฮ้ย! ฉันไม่ได้ให้แกกินนะเฟ้ย!”
“อร่อยมาก! วะฮู้!” ลูฟี่ยกนิ้วให้แม้เขาจะตั้งหน้าตั้งตาวิ่ง
“ช๊อปเปอร์! หลบ!” อุซปตะโกนเมื่อเห็นกองหนังสือเดินได้กำลังขวางลู่วิ่งพวกเขาอยู่
“เหวอ!” กองหนังสือรีบหลบเข้าชิดกำแพงจนเกือบเสียหลักลง ทานูกิร่างเล็กใต้กองหนังสือหายใจหอบอย่างตกใจและพยายามรักษาสมดุลของกองหนังสือในมือ แต่ดูเหมือนจะไม่ไหว เพราะตึกหนังสือพวกนั้นล้มลงซะพินาศกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณทางเดิน “ระวังหน่อยสิ!”
“โทษที!” ลูฟี่หันหลังมาตะเบะให้ช๊อปเปอร์แต่เท้าคงยังไม่หยุดวิ่ง
ประตูห้องเรียนเลื่อนดังครืด ทุกคนในห้องหันมาจับจ้องเด็กทั้งสองที่วิ่งหน้าตั้งเข้ามา อาจารย์ประจำชั้นกำลังยืนอยู่หน้าชั้นเรียนและจ้องพวกเขาผ่านแว่นตาเรียว ลมที่พัดใส่ผมสีดำม่วงของเธอบ่งบอกได้เลยว่าเด็กสองคนนี้รีบขนาดไหน หล่อนยิ้มอย่างใจดีก่อนจะผายมือไปทางโต๊ะว่างเปล่าสองตัว
“อีกยี่สิบวินาทีจะสายพอดี เชิญจ้ะ”
“ขอบคุณนะโรบิน!”
อพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่ง
“นี่ – เราสายแล้วนะ” ริมฝีปากบางกำลังเม้มแน่น เสียงถอนหายใจผ่อนทางจมูกเป็นครั้งนับไม่ถ้วน ดวงตาสีกาแฟไล่ตัวอักษรที่อยู่ในหนังสือไปเรื่อยๆ ชุดนักเรียนถูกสวมไว้อย่างเรียบร้อย ถ้าไม่รวมกระดุมบนที่ถูกปล่อยและผูกโบสีแดงหลวมสบาย “นายนี่มันขี้เซาจริงๆ”
“เออ” เสียงงัวเงียตอบห้วนๆ ใบหน้ายังจมอยู่ในหมอน เห็นเพียงผมสั้นสีเขียวสะดุดตา แขนทั้งสองข้างโอบกอดเตียงราวกับไม่อยากแยกจากมัน เสื้อกล้ามสีขาวพอดีตัวเห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและแผ่นหลังกว้าง ผ้าห่มบางๆ กองอยู่บนพื้น “ฮื่อ – แล้วเธอจะมารอฉันทำพระแสงอะไรล่ะ” เขาพลิกตัวนอนหงายในที่สุด มือคว้าหมอนมากอดให้ทำหน้าที่แทนผ้าห่ม
“งั้นฉันไปก็ได้” เด็กสาวทำท่าจะลุกขึ้น
แต่โดนมือหนาใหญ่ฉุดข้อมือให้ลงนั่งริมเตียงอีกครั้ง เธอถอนหายใจ “นายจะเอายังไงแน่ยะ”
“ขออีกห้านาที”
“โซโล! นายพูดประโยคนี้เมื่อสิบนาทีก่อนแล้วนะ!”
“ยัยบ้า อย่าตะโกนได้ไหม” โซโลลืมตาขึ้นมองเจ้าหล่อนทำหน้าบึ้งตึง เป็นใบหน้าที่เขาเห็นทุกเช้า “เมื่อคืนได้ไปหรือเปล่า?”
หล่อนหน้าถอดสีทันที “คือ... ฉันทำงานน่ะ – โทษทีนะ!”
“เฮ้อ” โซโลถอนหายใจเสียงดัง เอาหมอนปิดหน้าพร้อมบ่นอุบอิบ “เธอนี่มันจริงๆเลย”
“แล้ว...” เด็กสาวดึงหมอนออกจากมือเขาสุดแรงถึงจะได้ผล เขากำลังทำหน้านิ่วคิ้วกระตุกอย่างเคืองๆ “ไม่มีแผลเลยนี่ ชนะอีกแล้วใช่ม้า?”
ประโยคนั้นทำให้เขาสปริงตัวลุกขึ้นนั่งทันที “แน่นอน ฉันหรอจะแพ้” เขาพูดขณะมองเด็กสาวหวีผมสีส้มสวยเด่นของเธอ หล่อนหันมาหาเขาและหวีผมเขาเล่น “หมอนั่นมันมือใหม่ หมัดสองหมัดก็จอดแล้ว เธอน่าจะมา” เขาพูดพลางลุกขึ้นยืนถอดเสื้อกล้ามออก เผยกล้ามหน้าท้องเป็นมัดที่สาวคนไหนเห็นต้องละลาย... แต่ชินแล้วสำหรับเธอคนนี้
“มันช่วยไม่ได้นี่นา ฉันเองก็ต้องทำงานเหมือนกัน – โนยิโกะเองก็ลำบากอยู่แล้ว จะส่งเงินมาให้ฉันอีกคงแย่ และข้อสำคัญคือป้าโมโม่ทวงค่าเช่าวันละสามครั้งหลังอาหารเลยล่ะ” เธอพูดติดตลก แต่คนฟังกลับทำสีหน้าจริงจังมากกว่าเดิม เขาติดกระดุมเสื้ออยู่หน้ากระจกแต่กลับส่งสายตาสะท้อนกระจกมามองเธอได้อีก
“หางานอื่นไม่ได้หรือไง ไอ้ล้วงกระเป๋านี่มันเสี่ยงแค่ไหนรู้ไหมห๊ะ”
“ตาบ้า! อย่าตะโกนได้ไหม” หล่อนขโมยประโยคเมื่อครู่ของเขามาพูด “อย่างน้อยฉันก็จ่ายของสามเดือนที่แล้วได้แล้วนี่ ถ้าคืนนี้ทำโอทีหน่อยต้องจ่ายได้หมดแน่เลย!” เธอพูดด้วยสายตาเป็นประกาย ทำเอาโซโลกุมขมับอย่างหนักใจ
“วันนี้ฉันมียกสำคัญ เธอต้องมาดู” เขาพูดน้ำเสียงเข้มขรึมขณะเหวี่ยงเน็คไท
“นี่โซโล ฉันก็เพิ่งบอกอยู่ว่า -”
“ย้ำ! เธอต้องมาดูนะยัยบ้า เข้าใจไหม” เขาพูดหนักแน่นกว่าเดิม อันที่จริงยกไหนก็สำคัญสำหรับเขาหมดอยู่แล้ว แต่แค่ไม่อยากให้ผู้หญิงคนนี้ไปทำงานแบบนั้นก็เท่านั้นเอง
“แต่ -”
“นามิ!”
“ก็ได้” หล่อนพยักหน้าคอตกเหมือนลูกหมาโดนดุ ยังเหลือค่าเช่าของสองเดือนก่อนค้างอยู่อีก เรื่องเงินๆทองๆทำให้เธอไม่สบายใจเอาเสียเลย มันทำให้เธอรู้สึกว่าเธอต้องหาเงินมาให้ได้ซะเดี๋ยวนี้เพื่อจัดการให้มันเสร็จๆไป แต่สายตาดุดันของชายตรงหน้านี้สิกำลังขู่ให้เธอกลัวหัวหดอยู่ เธอทำได้แต่ทำสีหน้าจ๋อยและลุกขึ้นยืนช่วยเขาผูกเน็คไทโดยดี “งั้นเราไปโรงเรียนกันได้หรือยัง”
“ไม่ไปตอนนี้ยังทันไหม?” เขาพูด นิ้วมือเกี่ยวเน็คไทให้หลวมขึ้น แต่เหมือนร่างข้างหน้ารู้หน้าที่ดี เธอปรับให้เน็คไทหลวมขึ้นเพราะเขาไม่ยอมติดกระดุมเม็ดบนเช่นเดียวกับเธอ
“นายไม่ไป...” นามิพูดแต่ก้าวเท้าเดินไปถึงประตูห้อง “แต่ฉันไป” หล่อนว่าแล้วก็เดินออกประตูไป
โซโลถอนหายใจอีกครั้ง และเดินตามออกไปเงียบๆ ไม่ลืมคว้ากระเป๋านักเรียนหนังสีดำ
ครืด... ประตูห้องเรียนถูกเลื่อนอีกครั้ง ทุกคนพากันละสายตาจากแผ่นกระดาษหันไปมองนักเรียนชายหญิงทั้งสอง คนหนึ่งคือนักเรียนเรียนดี หน้าตาสะสวย เป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดแสนเซ็กซี่ขวัญใจนักเรียนชายในโรงเรียนหลายต่อหลายคน เป็นมิตรกับทุกคน... ส่วนอีกคนคือนักเลงเรื่องหมัด หน้าตาโหดไม่รับแขก มีแต่ข่าวทะเลาะวิวาท แต่เป็นแชมป์เคนโด้ประจำโรงเรียน เข้าหายากสุดๆ
ทั้งสองมาโรงเรียนพร้อมกันตลอดจนชวนให้เข้าใจผิด แต่เวลาอยู่ที่โรงเรียนทั้งสองกลับไม่ได้อยู่ด้วยกันเหมือนคนคบกันสักเท่าไหร่
ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้นักเรียนชายหลายคนในโรงเรียนเลิกเข้ามารุมล้อมนามิแต่อย่างใด
“โยโฮโฮโฮ! พวกเธอมาสาย” ครูสอนดนตรีตัวสูงเฉียดเพดานหัวเราะขบขัน ผอมจนเหลือแต่กระดูกขนานแท้ มือกระดูกของเขากำลังถือไวโอลินอยู่ “เอาล่ะ ไปนั่งที่”
“คุณนามิ~! ผมทำเค้กมาให้ครับ” ซันจิวางจานใส่เค้กที่แต่งหน้าซะสวยงามน่าทาน ตาของเขากลายเป็นหัวใจพองโตสีชมพู ร่างกายอ่อนระทวยจนจะเลื้อยเหมือนงูได้
“นี่ยังไม่เที่ยงเลยนะซันจิคุง”
“นามิ โซโล พวกนายมาสาย!” ลูฟี่ชี้หน้าพวกเขาทั้งสอง
“แล้ววันนี้นายมาทันกี่นาทีล่ะลูฟี่” นามิหรี่ตา
“ยี่สิบวินาที โอ้วเย!” อุซปชูนิ้วยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ “สถิติใหม่เลยนะนามิ!”
“ยินดีด้วยนะอุซป” เธอพูดและมองโซโลด้วยหางตา “ฉันอยากมาทันบ้างจัง”
“เธอก็ตื่นให้มันทันสิ” โซโลพูดลอยๆ
“ว่าไงนะ?” นามิหันมาค้อนขวับ เขาเองไม่ใช่เหรอที่นอนหลับอุตุจนตะวันโด่งก็ไม่ยอมตื่นน่ะ?
“ไอ้หัวเขียว! แกกล้าว่าคุณนามิเหรอ!” ซันจิโกรธเป็นฟืนเป็นไฟทันที “กล้าดียังไงวะ!”
“แล้วแกจะทำไมไอ้คิ้วม้วนหื่นกาม?” โซโลตีหน้าตาย เสมองไปทางอื่นอย่างไม่แยแส
“หนอย... แกมันไอ้สนามหญ้าเน่า แน่จริงมาต่อยกันสักตั้งไหมวะ?” ซันจิมีเส้นเลือดปูดขึ้นตรงขมับ เหมือนมีไฟลุกท่วมทั้งตัว “คุณนามินางฟ้าผู้น่ารักของฉันไม่สมควรคุยกับแกเลยด้วยซ้ำ”
คิ้วโซโลกระตุกทันที ถ้าหูเขาได้ยินไม่ผิดเจ้าพ่อครัวโรคจิตคนนี้กำลังพูดอะไรที่ไม่เข้าหูเขาสุดๆ เส้นเลือดปูดขึ้นทั่วใบหน้าและร่างกายของเขา เขาตวัดสายตามามองซันจิด้วยสายตาดุดันแข็งกร้าว ไฟโกรธลุกท่วมตัวเขาเช่นเดียวกัน “ยัยตัวแสบเนี่ยนะนางฟ้าผู้น่ารักของแก? ไอ้กุ๊กโรคจิต”
“แกเรียกคุณนามิว่ายัยตัวแสบงั้นเรอะ!” ซันจิยัวะกว่าเดิม เหมือนหม้อน้ำที่กำลังเดือดปุดๆ “ฉันจะเตะแกให้เหมือนหมาเลยคอยดู๊!”
“ฉันเนี่ยแหละที่จะเตะแกกลับครัวไปทำขนมกุ๊กกิ๊กของแก”
“แก! ไอ้หัวสนามหญ้า!”
“จะทำไม? ไอ้กุ๊กจิตวิปริต”
การทะเลาะวิวาทของคู่กัดประจำห้องเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ทุกคนในห้องกลับเชียร์กันอย่างสนุกสนาน นามินั่งกุมขมับหนักใจกับทั้งสองที่ยังทะเลาะกันเหมือนเด็ก แต่ก็อดหัวเราะไม่ได้ที่เห็นสีหน้าที่จริงจังของทั้งสองคนที่กำลังต่อสู้กันเอาเป็นเอาตาย พวกเขาทะเลาะกันอย่างนี้แทบทุกวัน แต่ไม่เคยเบื่อที่จะลงสังเวียนกันแบบนี้
“โยโฮโฮโฮ มันส์หยุดจริงๆขอรับ!”
ครูบรู๊คแทนที่จะห้าม แต่กลับเป็นผู้ชมที่ดีซะงั้น...
“1006 1007 1008…” ดัมเบลอันยักษ์น้ำหนักเกือบห้าสิบกิโลถูกยกขึ้นลงด้วยแขนข้างเดียว เม็ดเหงื่อเกาะไปทั่วทั้งร่างกาย เสื้อยืดแขนกุดสีดำแฉะเหงื่อ คนอื่นๆ ในโรงยิมก็มีสภาพไม่แพ้กัน โรงยิมในโกดังร้างสีสนิมเขรอะมีเสียงแกร๊กๆของเหล็กส่งเสียงทั่วโรงยิม หลายคนที่กำลังยกน้ำหนักอยู่นี่ส่วนมากสักเต็มตัว ร่างใหญ่โต และมีหน้าตาโหดพอกัน
โซโลเองก็เป็นหนึ่งในโรงยิม เขามาที่นี่แทบทุกเย็น มันเป็นโรงยิมราคาถูกที่มีทุกอย่างที่เขาต้องการ เพราะเขาต้องการแค่ก้อนเหล็กก้อนปูนก้อนอิฐหรืออะไรก็ตามที่มีน้ำหนักมากกว่าสามสิบกิโลฯขึ้นไปจนถึงดัมเบลที่หนักเป็นตันจนไม่มีใครยกขึ้นนอกจากรถเครนก็มี บริการของโรงยิมง่ายๆไม่กี่เยนต่อวัน ไม่มีน้ำดื่มหรือครูฝึกมาบริการเหมือนฟิตเนสหรูๆ ที่นี่คนส่วนมากรู้จักกัน
“เป็นอะไรโซโล วันนี้ดูอารมณ์ไม่ดีเลยนะ” เจ้าของโรงยิมร่างยักษ์สูงเกือบสองเมตรเดินมายืนข้างโซโล ผู้ที่กำลังยกดัมเบลขึ้นๆลงๆอย่างเอาเป็นเอาตาย เขาไม่พูดกับใครตั้งแต่เข้าประตูมา เอาแต่ยกน้ำหนักอย่างเดียว “ถึงนายจะเป็นคนไม่พูดนะเพื่อน ฉันดูก็รู้ว่านายมีปัญหา”
“1020… ก็นิดหน่อย”
“นายพูดกับฉันได้นะ บางทีฉันอาจช่วยได้”
“1026 1027…นายอย่ารู้เลยดีกว่า”
“ถ้าเกี่ยวกับนามิจังล่ะก็ พูดมาเลยดีกว่า”
ตึง... โซโลวางดัมเบลอันยักษ์ลงอย่างไม่ใยดี แต่ไม่ได้ทำให้ใครหันมามองเพราะนี่เป็นสิ่งที่ทุกคนทำเป็นประจำ “โบตะ – รู้ดีตลอดนะ” เขาถอยหลังลงนอนบนเตียงราบเพื่อจะเริ่มยกเวทน้ำหนักหลายร้อยกิโลฯเหนือหัว โบตะเดินมาอยู่หัวเตียงและคอยดูเวทให้โซโลโดยใช้สองมือประคองทั้งสองด้าน
“ทำไม? ทะเลาะกับนามิจังหรือเปล่า”
“เปล่า... 1 2 3…”
“บอกมาเหอะน่าเพื่อน ยังไงฉันก็ต้องรู้ให้ได้อยู่ดี”
“9 10... ฉันแค่อยากให้ยัยนั่นเลิกขโมยสักที”
“โธ่โซโล” โบตะถอนหายใจ “ฉันก็อยากให้นามิจังเลิกมาตั้งแต่รู้จักกันนั่นล่ะ แต่ลำพังนามิทำงานพิเศษธรรมดาๆคงไม่พอหรอก นายเองเพราะชกมวยถึงมีเงินพอหรอกนะ นามิจังตัวแค่นั้นจะไปขึ้นสังเวียนแบบนายก็คงไม่ไหว”
“26 27... ยัยนั่นใช้เงินเก่งนี่”
“ผู้หญิงกับผู้ชายมันต่างกันนี่ คิดในแง่ดีหน่อย อย่างน้อยก็ดีกว่านามิจังไปเป็นสาวนั่งดริ้งค์นะเพื่อน คิดดูว่านามิจะล่อตาล่อใจผู้ชายขนาดไหน ในชุดรัดรูปสั้นๆเน้นหน้าอกโชว์แผ่นหลังขาวเนียนแบบนั้น แค่คิดภาพก็กำเดาไหลแล้ว”
“36... น้อยๆหน่อยโบตะ”
“ก็มันจริงไหมล่ะ ฟีโรโมนของนามิจังรุนแรงจะตายไป” โบตะหัวเราะ “หวงจังเลยน้า”
“ใครหวงฟะ” โซโลมองเจ้าของโรงยิมเคืองๆ
“ยอมรับความจริงซะโซโล นายเองก็คลั่งฟีโรโมนของนามิจัง” โบตะยิ้ม “ชอบก็บอกเขาไป เป็นห่วงก็บอกไป เขาจะได้ยอมทำตามง่ายๆ ผู้หญิงได้ยินคำหวานๆหน่อยก็ยอมแล้วนะ นั่นล่ะเคล็ด”
“45… ไร้สาระน่าโบตะ”
“ไม่เอาน่า คนชอบนามิจังเยอะแยะ เดี๋ยวก็โดนหมาคาบไปกินก่อนหรอก ถึงนายจะอยู่ห้องข้างนามิจัง ไปโรงเรียนด้วยกันทุกเช้า นั่นไม่ได้แปลว่าถือไพ่เหนือกว่านะ หรือนายคิดอย่างนั้น?”
“60… วันนี้นายพูดมากนะ”
“ถ้านายไม่รู้ – คนที่นี่หลายคนยังแอบปลื้มนามิจังเลย ก็นามิจังน่ารักจะตาย ไม่ต้องยิ้มก็โปรยเสน่ห์ได้แล้วง่ายๆ นายน่าจะระวังไว้บ้างนะโซโล ที่โรงเรียนนามิจังคงเนื้อหอมมากแน่ๆ”
“72… โบตะ!”
“ก็ได้ๆ ฉันไม่พูดแล้ว” โบตะเกาหัวโล้นๆของเขาอย่างเซ็งๆ
ผัวะ! ....ประตูโกดังถูกเปิดเข้ามาอย่างรวดเร็วจนบานประตูกระแทกผนังอีกฝั่งส่งเสียงดัง คราวนี้ล่ะที่ทุกคนหันไปมอง เด็กสาวร่างบางถอดวิกผมยาวสีดำออกเผยผมสั้นประบ่าสีส้มสะดุดตาที่กลายเป็นทรงง่ายๆแค่หล่อนสะบัดหัว ถ้านามิยังไม่ถอดวิกก็คงเหมือนเด็กผู้หญิงแต่งตัวพั้งค์ๆ คนหนึ่งที่สวมเดรสสีดำและถุงน่องตะข่ายกับรองเท้าบู๊ทสีดำ เธอไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่วิ่งเข้าไปอยู่หลังกระถางต้นไม้ต้นใหญ่มุมห้อง ก่อนจะโยนวิกออกมาใส่ในกล่องกระดาษที่โบตะถือรอรับอยู่ราวกับรู้หน้าที่ รองเท้าบู๊ทถูกโยนออกมาเป็นชิ้นที่สอง ต่อด้วยถุงน่อง เดรสและกำไลอีกสามอัน
นามิเดินออกมาจากหลังกระถาง สวมเสื้อยืดคอวีแขนกุดสีขาวกระโปรงยีนส์และรองเท้าหุ้มส้นสีน้ำตาล ไม่มีคำอธิบายว่าเธอเปลี่ยนเสื้อผ้ารวดเร็วขนาดนี้ได้ยังไง เพราะคนในโรงยิมจับเวลาทีไรก็ไม่เคยเกินหนึ่งนาที โบตะเดินเอากล่องไปเก็บไว้ใต้โต๊ะขณะที่หนึ่งในโรงยิมเอ่ย
“แข่งกับเวลาอีกแล้วนะเหมียวน้อย” ชายสูงวัยคนหนึ่งพูด
“หนีอะไรมาล่ะนามิจัง?” เขาเป็นชายวัยกลางคนที่เล่นกล้ามจนร่างกายใหญ่โตเต็มไปด้วยมัดกล้าม ไว้หนวดเครา เจาะหูและโพกผ้าเหมือนโจรสลัด
“ตำรวจล่ะลุงโชจิโร่” นามิมองซ้ายมองขวาลุกลีลุกลน
“เอ้าแล้วจะยืนรอเขามาจับหรือไง มานี่ๆ” โชจิโร่รีบดันตัวนามิมาอยู่ท่ามกลางนักเพาะกล้ามสามคนที่กำลังนั่งยกดัมเบลเรียงกันบนม้านั่งยาว สามพี่น้องยามาโมโตะยิ้มให้อย่างเป็นมิตร นามิยิ้มหวานและนั่งลงหน้าพวกเขาทั้งสาม อดไม่ได้ที่จะเหลียวมองโซโลที่นอนยกเวทอยู่ เขาหันไปยกเวทรวมถึงคนอื่นๆเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้าโกดังมาเรื่อยๆ
ครู่หนึ่งตำรวจสามคนก็เปิดประตูเข้ามาพอดี พวกเขาอยู่ในเครื่องแบบทุกระเบียบนิ้ว เสื้อผ้าฟิตเปรี้ยะร่างกายผอมแห้งไร้กล้ามกันทุกคน ทุกคนในโรงยิมหันมามองกันเป็นตาเดียวด้วยสายตาดุร้ายราวกับสัตว์ป่า ทำเอาตำรวจทั้งสามผวาจนก้าวเท้าเข้ามาในโรงยิมอย่างยากลำบาก
“ผมตามหาผู้หญิง...” ตำรวจคนหนึ่งรวบรวมความกล้าเพื่อพูดออกมาเสียงดัง “เอ่อ... เธอผมสีดำ แต่งตัวแนวพั้งค์ สูงประมาณนี้ ตาโตๆ พวกคุณเห็นบ้างไหม?”
“คุณตำรวจ” โบตะเอื้อนเสียงอย่างเยือกเย็น “นี่ที่โรงยิมนะครับ ไม่ใช่รังโจร”
“เอ่อ... เราวิ่งไล่ตามเธอมาแถวนี้ ยังไงต้องขอตรวจดูหน่อยนะครับ”
“เผื่อว่าเธออาจจะแอบอยู่ในนี้ก็ได้” ตำรวจอีกคนพูดอย่างกล้าหาญ
“คุณผู้หญิงครับ” ตำรวจคนที่สามกล้าหาญกว่าคนใด เขาสาวเท้าเข้ามาหาผู้หญิงผมสีส้มที่นั่งอยู่ข้างหนุ่มเพาะกล้ามทั้งสาม “คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ?”
“นั่นสิ คุณเป็นผู้หญิงคนเดียวในโรงยิมนี้... แปลกนะ” ตำรวจอีกคนเดินเข้ามาเสริมทันที
“คุณส่วนสูงใกล้เคียงกับคนที่เราตามอยู่เลย” ตำรวจคนสุดท้ายขมวดคิ้ว ในขณะที่นามินั่งไขว่ห้างและยิ้มหวาน เธอไม่ได้มีท่าทางลุกลี้ลุกลนกระวนกระวายอย่างที่คนร้ายควรเป็นสักเท่าไร
“สวัสดีค่ะคุณตำรวจ” หล่อนยิ้มโปรยเสน่ห์ โบตะมองรอยยิ้มนั้นแวบเดียวก็รู้ว่าตำรวจสองในสามต้องอ่อนระทวยไปกับมันแน่นอน
“เธอเป็นน้องสาวของพวกเรา คุณมีปัญหาไหม?” นักเพาะกล้ามยามาโมโตะคนที่หนึ่งพูด เขาปล่อยดัมเบลอันใหญ่ลงบนพื้นเสียงดังตึง กดดันตำรวจทั้งสามยิ่งกว่าเดิม เพราะสายตาคนทั้งโรงยิมตอนนี้ยังเขม็งมองพวกเขาทั้งสามแทบไม่กระพริบ เหมือนรังสีอำมหิตแผ่ซ่านทั่วโรงยิม
“ผมว่าคุณตกเป็นผู้สงสัยนะคุณผู้หญิง... เอ่อ... คุณต้องไปกับพวกเรา”
“นี่คุณตำรวจ ถ้าคุณพาตัวหลานสาวผมไปแล้วเขาไม่ได้ผิดอะไรล่ะก็ ผมจะฟ้องข้อหาปรักปรำนะคุณ” ลุงโชจิโร่ชี้นิ้วเตือนด้วยใบหน้าดุดัน
“งั้น...เอ่อ... เราต้องขอค้นตัวตรงนี้นะครับ” ตำรวจคนแรกพูดตะกุกตะกักหลังจากปรึกษากระซิบกระซาบกับเพื่อนตำรวจของเขา “ถ้าหากคุณปฏิเสธเราคงต้องพาตัวคุณไปโรงพักและค้นโรงยิมนี้ไม่ว่ายังไงก็ตาม”
“ก็ทำสิคะ” นามิลุกขึ้น มือที่กอดอกเคลื่อนลงไปจับชายเสื้อยืดและยกแขนขึ้น ถอดเสื้อของเธอออก ท่าไม้ตายสุดท้ายของเธอ มีเพียงชั้นในลูกไม้สีดำที่ปิดก้อนเนื้ออวบอิ่มสองลูกนั้นอยู่ ทุกคนในโรงยิมรวมถึงตำรวจทั้งสามตาเบิกกว้างกันทั่วหน้า “ค้นตัวซะสิ” หล่อนท้า
“ง..งั้น...ขออนุญาตนะครับ” ตำรวจคนแรกยืดแขนมาข้างหน้า ใบหน้าแดงเหมือนลูกตำลึง มือทั้งสองที่สั่นระริกทาบลงที่เอวเล็กคอด เขาไม่สามารถสั่งการณ์ให้สายตาหยุดมองเนินอกขาวเนียนนั้นได้เลย โดยเฉพาะยายับยั้งตัวเองไม่ให้เอาใบหน้าเข้าไปทาบเพื่อหาหลักฐานเป็นสิ่งที่ยากมากกว่า
มือของตำรวจหนุ่มผู้ได้โอกาสเลื่อนลงมาช้าๆ จนถึงสะโพกไล่มาจนขาอ่อน ตำรวจอีกสองนายรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เป็นผู้ค้นตัวผู้หญิงคนนี้ ทั้งสองล่ะอยากเข้าไปช่วยเพื่อนค้นหัวคนคนนี้เสียจริงๆ
“นี่ ไอ้ตำรวจจิตวิปริต” โซโลลุกขึ้นนั่งมาได้สักพักใหญ่ๆแล้ว เขาส่งสายตามองตำรวจที่หยุดมือไว้ตรงขาอ่อนของนามิด้วยสายตาอาฆาตพญาบาท รู้สึกเหมือนมือนั้นกำลังชกหน้าเขาอยู่ เขารู้สึกอยากจะเหยียบมือนั้นให้เละ “ถ้าแกยังจะค้นตัวยัยนั่นอยู่ล่ะก็... แก - ชะ - ตา - ขาด - แน่!”
“เอ่อ...คือ” เขารีบผละออกจากร่างเด็กสาวทันที เหงื่อแตกพลั่กและโบกมือไปมาพยายามหาข้อแก้ตัว “มันเป็นงานนะครับ คือเราต้อง...เอ่อ”
“แล้วถ้าแกยังไม่พาเพื่อนโรคจิตออกไปจากที่นี่แล้วล่ะก็...”
“คือผม...คือ -”
“นับถึงสาม” โซโลแสยะยิ้ม รอยยิ้มเฉดเช่นมัจจุราชซาตานมาโปรด เขาปีศาจแทบจะงอกขึ้นบนหัวของเขา แต่เขี้ยวแหลมนี่สิโผล่ออกมาแล้วในจินตนาการแห่งความกลัวของตำรวจทั้งสาม
“มันเป็นหน้าที่ที่ -!”
“สาม”
“เหวอ~!” ตำรวจผู้น่าสงสารทั้งสามพากันวิ่งเตลิดออกจากโรงยิมไปในทันที... ทุกคนหัวเราะชอบใจยกใหญ่ที่สามารถตะเพิดแขกออกไปได้ บางคนยกดัมเบลขึ้นชนกันเสียงดังแกร๊งเหมือนชนแก้ว นามิสวมเสื้อกลับเหมือนเดิมและชำเลืองมองโซโลที่กำลังส่งสายตาดุๆให้เธออยู่
“แล้วเอาของไปซ่อนไว้ในล่ะนามิจัง” โบตะถามหลังจากค้นดูในเสื้อผ้าที่เธอถอดตะกี้ก็ไม่มีอะไร
“ง่ายๆ” นามิตอบ เธอสอดมือเข้าไปใต้เสื้อ “ก็เหน็บไว้ข้างหลังไง” และล้วงกระเป๋าเงินใบหนาออกมาจากข้างหลังโดยมีผู้ชมในโรงยิมทุกท่านเป็นคนปรบมือในความสามารถและความกล้าของเธอ ยกเว้นเสียแต่โซโล เขาไม่รู้สึกสนุกด้วย
“โซโล เมื่อกี้แกโหดสุดๆไปเลยว่ะ” ลุงโชจิโร่พูด ทุกคนส่งเสียงเฮเห็นด้วย
“81…” โซโลนอนลงเริ่มยกเวทต่อโดยไม่สนใจเสียงคนรอบข้าง คนอื่นมองหน้ากันงงๆก่อนจะยักไหล่และเริ่มกลับไปออกกำลังกายกันต่อ โบตะได้แต่ส่ายหน้าเบาๆพลางถอนหายใจมองนามิที่จ้องโซโลอย่างงงัน ดวงตากลมโตนั้นพยายามจะหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้ชายคนนี้อีก
“เขาคงไม่ชอบที่นามิจังถอดเสื้อเมื่อกี้มั้ง” โบตะกระซิบ
ผู้ชายเป็นอะไรที่เข้าใจยากจริงๆ... นามิคิดพลางนั่งลงบนพื้นข้างเตียงราบที่โซโลยกเวทอยู่ เขาเป็นคนเข้าใจยากมาตั้งแต่ที่เธอรู้จักครั้งแรก เธอไม่เคยเดาออกว่าเขาคิดอะไรหรือรู้สึกยังไง ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอคืออะไร? ทุกอย่างมันผสมปะปนกันไปหมดทั้งความรู้สึกและอื่นๆ ที่แน่ๆคือตอนนี้เธอต้องง้อเขาทั้งๆที่ไม่ได้ทำอะไรผิด
เขายังคงนับต่อไปเรื่อยๆไม่หันมามองเธอ เด็กผู้หญิงได้แต่ขัดสมาธินั่งหลังตรงเหมือนลูกหมากำลังนั่งกระดิกหางรอเจ้าของอย่างใจจดใจจ่อ
“โซโล”
“106 107 108…”
“โซโล นี่นายจะไม่คุยกับฉันหน่อยเหรอ ฉันเพิ่งหนีตำรวจสำเร็จนะ”
“113 114 115…”
“โซโลโล่โล้~”
“118 119 120…”
“115 113 111…”
“121 122 123…”
“108 109 105…”
“หนึ่งร้อย - สิบ... นามิ!” โซโลลืมเลขที่นับไปซะแล้ว เขาหันมามองค้อนคนข้างๆที่กำลังยิ้มกว้างด้วยความสนุก ก็รู้ๆอยู่ว่าเขาเป็นคนขี้ลืมขนาดไหน แค่จำทางยังลำบากเลย ยิ่งจำเลขไม่ต้องพูดถึง แต่เจ้าหลอ่นนี่สิความจำดีเป็นเลิศ แถมยังกวนประสาทได้โล่อีกต่างหาก
“ฮ้า นายยอมคุยกับฉันแล้ว” เธอหัวเราะคิกคัก
“ฉันยุ่งอยู่”
“นี่โกรธอะไรฉันอีกล่ะ?”
“ไม่ได้โกรธสักหน่อย! เธอจะไปทำอะไรก็ไปเถอะน่า” โซโลปัดมือไล่ นามิสะดุ้งพอเขากระแทกเสียง รอยยิ้มค่อยๆเลือนหายไปจากใบหน้า ริมฝีปากงอลงบึ้งตึงเม้มแน่น เธอเองก็ไม่ชอบให้ใครตวาดใส่ ซ้ำเขายังเสมองไปต่างอื่นไม่หันมามองเธออีก เขาถอนหายใจราวกับรำคาญเธอ นั่นล่ะยิ่งปรี๊ดแตก...
“ตาบ้า! ไอ้คนงี่เง่า!” เธอลุกขึ้นกระทืบเท้าดังปึง กำหมัดแน่นอยากจะปล่อยมันใส่หน้าเขาเสียจริงๆ เธอไม่ได้มีความอดทนสูงนักเวลาทะเลาะกับใคร
“อะไรนะ! ยัยแม่มด” โซโลลุกขึ้นนั่ง เส้นเลือดปูดตรงขมับ เอียงคอมองผู้หญิงที่ยืนค้ำหัวเขาด้วยสายตาขึงขัง... คนในฟิตเนสทำกิจวัตรของพวกเราต่อไปแต่สายตาก็จับจ้องมองคู่กรณีทั้งสองที่ส่งสายตาสายฟ้าแลบเปรี้ยงปร้างใส่กันอยู่ ไม่บ่อยนักที่จะเห็นคนสองคนนี้ทะเลาะกัน แต่ทะเลาะกันทีไรรุนแรงทุกที
“นี่นาย...”
“ทำไม? เธอจะไปทำงานต่อก็ไปซะสิ” โซโลเมินหน้าหนี “จะทำอะไรก็ทำ”
“นายโกรธฉันเรื่องนี้น่ะเหรอ?”
“โกรธทำไม? ไร้สาระ” เขาโบกปัดอย่างไม่แยแส แม้จะหันใบหน้าสุขุมเพื่อแสดงความเพิกเฉยสักแค่ไหน เขาก็อยากหันไปมองใบหน้าเธอตอนนี้ แต่ก็กลัวจะเสียฟอร์มซะอย่างงั้น
“นายมัน... ปัญญาอ่อน!” นามิคว้าบางอย่างออกจากกระเป๋าสะพายและปาใส่หัวของเขาเต็มแรงก่อนจะวิ่งออกจากโรงยิมไป บรรยากาศเงียบกริบอีกครั้ง โซโลดึงสิ่งนั้นลงมาดู สิ่งที่เธอปามามันเบาและนุ่มจนต่อให้เธอปาแรงแค่ไหนเขาก็ไม่รู้สึกเจ็บ ผ้าขนหนูสีส้มอมน้ำตาลผืนยาวในมือของเขาทำให้นึกถึงเรื่องที่พวกเขาคุยกันหลายวันก่อน
“โซโล” นามิวิ่งตามหลังมา วางมือลงบนแผ่นหลังเขาก่อนจะชักมือกลับอย่างรวดเร็ว “นี่ไปเล่นน้ำที่ไหนมายะ?” หล่อนมองมือตัวเองที่ชุ่มเหงื่อของคู่สนทนา เสื้อสีเข้มที่เขาใส่ทำให้เธอดูไม่ออกเลยว่ามันเปียกโชกขนาดไหน
โซโลหัวเราะ “ฉันเพิ่งไปโรงยิมมานี่”
“นายต้องหัดพกผ้าเช็ดหน้าบ้างนะ” นามิมองหน้าเขา “หน้านายเหมือนโดนคนสาดน้ำใส่มา – คิดอีกที... เหมือนหมาเพิ่งอาบน้ำเสร็จเลยล่ะ”
“หมาเหรอ? – เออใช่ หมามันต้องทำอย่างนี้ด้วย” เขาแสยะยิ้มและสะบัดหัวไปมาแรงๆจนเม็ดเหงื่อกระจายออกเป็นวงกว้างเมื่อสุนัขสะบัดขนเสียจริงๆ นามิเป็นผู้เคราะห์ร้ายที่อยู่ใกล้ที่สุด เธอยกมือขึ้นกันแทบไม่ทัน
“เล่นอะไรของนายเนี่ย! แหยงสุดๆ” นามิแลบลิ้นเบ้ปากแสดงอาการขยะแขยงสุดๆ แต่โซโลกลับระเบิดหัวเราะด้วยความสะใจ โป๊ก... ก่อนที่เจ้าหล่อนจะเขกหัวเขาอย่างหมั่นไส้
“โอ้ย! เจ็บนะ”
“สมควรย่ะ แบร่”
“โซโล” เสียงของโบตะเรียกสติของโซโลกลับคืนมาอีกครั้ง เขาหันไปมองโบตะสลับกับมองผ้าขนหนูในมือ “รู้สึกว่าฉันไม่ได้แนะนำแบบนั้นนะเพื่อน” โบตะถอนหายใจ ตบไหล่โซโลเบาๆ ทำให้เขารู้สึกถึงความผิดเข้าอย่างจัง อารมณ์โกรธชั่ววูบเมื่อกี้ได้ทำอะไรลงไปกันนะ? ทำสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างมาก คือแสดงอาการรำคาญผู้หญิงคนนั้น ทั้งๆที่รู้ว่านามิฝังใจกับเรื่องแบบนี้แท้ๆ
“นามิจังน่าสงสารจัง” นักเพาะกล้ามยามาโมโตะทั้งสามทำหน้าเหมือนจะร้องไห้... ถึงพวกเขาจะหน้าตาหฤโหดขนาดไหน แต่กลับเป็นสามพี่น้องที่รักสัตว์ จิตใจโอบอ้อมอารี อ่อนโยนอ่อนไหวเอาสุดๆ
“ใจเย็นน่าหลานชาย” ลุงโชจิโร่ถอนหายใจอีกคน “บางทีผู้หญิงก็เข้าใจยาก”
“แต่หุ่นดีสุดๆไปเลย” โบตะพูด ทำให้ทุกคนต้องหันมาค้อนขวับ “เอ่อ...ผิดเวลาสินะ”
“ไอ้หนุ่ม แกต้องไปขอโทษสุภาพสตรีนะ”
“เออๆ รู้แล้ว!”
“โซโล” โบตะหยิบมาจากขึ้นมาจากพื้น เป็นกระดาษแผ่นเล็กสีครีม เขายื่นมันให้โซโล “นามิจังคงทำตกไว้”
ทูบีคอนทินิว :D
เพราะไม่รู้จะเริ่มเรื่องยังไงดี ก็เลยตีเป็นเรื่องสั้นตัดตอนเอาซะเลย
หวังว่าจะอ่านเข้าใจกันน้าทุกท่านนนน
#1 By -*-sanso-*- on 2011-12-25 14:00